วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ลูกใต้ใบสมุนไพรชั้นเลิศ สรรพคุณเพียบ

                          ลูกใต้ใบ สมุนไพรชั้นเลิศ สรรพคุณเพียบ



        
สมุนไพรถือเป็นยาขนานเอกที่รักษาอาการต่าง ๆ ได้ผลชะงัด แถมบ้านเราก็มีสมุนไพรมากมายหลายชนิด ซึ่งสรรพคุณก็แตกต่างกันไป วันนี้กระปุกดอทคอม จะขอแนะนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณเพียบอีกหนึ่งชนิด และสมุนไพร ที่ว่านั่นก็คือ "ลูกใต้ใบ" นั่นเอง

         ลูกใต้ใบ หรืออาจเรียกว่า มะขามป้อมดิน (ภาคเหนือ) ,หญ้าใต้ใบ (นครสวรรค์ อ่างทอง ชุมพร) ,หญ้าใต้ใบขาว (สุราษฎร์ธานี) ,ไฟเดือนห้า (ชลบุรี) ,หมากไข่หลัง (เลย) ,จูเกี๋ยเช่า (จีน) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus niruri L. ชื่อสามัญ  Tamalaki, Hazardana อยู่ในวงศ์  Euphorbiaceae เติบโตได้ดีในพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทย และยังกระจายอยู่ในหลาย ๆ ประเทศเขตร้อน ทั้งในบราซิล เปรู หมู่เกาะคาริบเบียน สหรัฐอเมริกา อินเดีย ไทย ลาว พม่า กัมพูชา ทวีปแอฟริกา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

        
ลูกใต้ใบ เป็นไม้ล้มลุก สูง 10-60 เซนติเมตร ทุกส่วนมีรสขม โดยใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายคี่ มีใบย่อย 23 - 25 ใบ ปลายใบมนกว้างโคนแคบ ขนาดประมาณ 0.40 X 1.00 เซนติเมตร โคนก้านใบติดกับลำต้นที่มีสีม่วงแดง

        
ดอกของลูกใต้ใบมีขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.08 เซนติเมตร ออกตามซอกก้านใบย่อยและห้อยลง เป็นดอกแยกเพศ คือ ดอกเพศเมียมักอยู่ส่วนโคน ส่วนดอกเพศผู้มักอยู่ส่วนปลายก้านใบ

        
ผลของลูกใต้ใบจะมีทรงกลมผิวเรียบสีเขียวอ่อน ขนาดประมาณ 0.15 เซนติเมตร เกาะติดอยู่ที่ใต้โคนใบย่อย เมื่อแก่จะแตกเป็น 6 พู แต่ละพูจะมี 1 เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลรูปเสี้ยว 1/6 ของทรงกลม ขนาดประมาณ 0.10 เซนติเมตร


สรรพคุณของ ลูกใต้ใบ

         สรรพคุณของลูกใต้ใบ มีหลายประการ นั่นคือ
        
ใช้แก้ไข้ เป็นสรรพคุณแรก ๆ ของลูกใต้ใบที่คนรู้จักกันมากที่สุดว่า สามารถแก้ไข้ได้ผลดีเยี่ยม ลูกใต้ใบ จึงมักเป็นสมุนไพรที่พระธุดงค์ มักพกติดตัวในยามออกธุดงค์ เพื่อแก้ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากอากาศที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ลูกใต้ใบ ยังสามารถแก้ไข้จากการอ่อนเพลีย ไข้จับสั่น ได้อีก โดยวิธีการใช้จะนำลูกใต้ใบไปตากแห้งเก็บใส่โหลไว้ เพื่อชงเป็นชาดื่มเวลาเกิดอาการ

        
แก้ปวด แก้อักเสบ แก้ร้อนใน นอกจากลูกใต้ใบจะสามารถแก้ไข้ได้แล้ว ยังมีงานวิจัยพบว่า ลูกใต้ใบสามารถแก้อาการปวดข้อ อาการอักเสบต่าง ๆ ได้

        
แก้ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อย โดยนำลูกใต้ใบมาล้างน้ำ และสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแดดให้แห้ง ต้มใส่หม้อดิน นำมาดื่มแทนน้ำชา

        
บำรุงตับ ลดอาการตับอักเสบ หมอจีนเชื่อว่า การรับประทานลูกใต้ใบติดต่อกันนาน 1 สัปดาห์ จะช่วยกำจัดพิษออกจากตับ รักษาอาการดีซ่าน และช่วยบำรุงตับให้ดีขึ้น โดยจะนำลูกใต้ใบนี้ไปต้มกินเป็นยารักษาอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง เนื่องจากมีผลวิจัยว่า สารสกัดจากลูกใต้ใบมีฤทธิ์ป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษ เช่น เหล้า ช่วยรักษาอาการอักเสบของตับทั้งประเภทเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบบี นอกจากนี้ยังช่วยปรับไขมันในตับให้เป็นปกติ และยังช่วยให้เซลล์มะเร็งตับเติบโตช้าลง แต่ไม่ได้ฆ่าเซลล์มะเร็งโดยตรง

        
ควบคุมระดับน้ำตาล เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาพบว่า สารสกัดของลูกใต้ใบมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่มีข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยเบาหวานว่า ต้องรับประทานยาแผนปัจจุบันตามแพทย์สั่ง และหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอด้วย

        
ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ลดความดัน โดยหมอยาพื้นบ้านในแถบประเทศบราซิล สเปน นิยมนำลูกใต้ใบมาใช้ขับนิ่ว รักษานิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในไตได้ นอกจากนี้ยังนำลูกใต้ใบไปใช้รักษาอาการมีไข่ขาวในปัสสาวะ อาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ลดอาการบวม ช่วยคนที่เป็นโรคเก๊าท์ขับกรดยูริคออกทางปัสสาวะ

        
ขับประจำเดือน สำหรับคุณผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาไม่ปกติ ลูกใต้ใบ ยังเป็นยาชั้นดีในการช่วยขับประจำเดือนได้อีกด้วย โดยนำต้นลูกใต้ใบมาต้มกิน แต่หากประจำเดือนมามากกว่าปกติ ให้นำรากสดของลูกใต้ใบมาตำผสมกับน้ำซาวข้าวกินจะช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ส่วนผู้ที่เป็นไข้ทับระดู ก็นำลูกใต้ใบทั้ง 5 มาล้างน้ำสะอาด นำมาตำผสมเหล้าขาว คั้นเฉพาะน้ำยามาดื่นครั้งละ 1 ถ้วยชา

        
แก้อาการนมหลง สำหรับหญิงที่คลอดบุตรแล้วน้ำนมเกิดหยุดไหล หลังจากเคยไหลมาแล้ว จะเกิดอาการปวดเต้านม ซึ่งเรียกว่า อาการนมหลง ถ้าปล่อยไว้อาจกลายเป็นฝีที่นมได้ ให้นำลูกใต้ใบทั้ง 5 จำนวน 1 กำมือมาตำผสมเหล้าขาว คั้นเอาน้ำ ดื่ม 1 ถ้วยชา แล้วเอากากพอก ก็จะช่วยให้น้ำนมไหลออกมาได้

        
รักษาแผล ในอินเดียนิยมนำลูกใต้ใบมาตำพอก หรือตำแล้วคั้นเอาน้ำมาทารักษาแผลสด แผลฟกช้ำ แต่หากเป็นแผลเรื้อรังจะใช้ใบตำผสมน้ำซาวข้าวมาพอกได้

        
แก้คัน ตำใบของลูกใต้ใบผสมกับเกลือ แล้วนำมาทาจะช่วยแก้คันได้

        
แก้เริม ใช้ลูกใต้ใบทั้งห้า ตำผสมกับเหล้าแล้วคั้นเอาน้ำยา จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำยามาแปะตรงที่เป็นเริม เพื่อให้รู้สึกเย็น แล้วจะหายปวด

        
แก้ฟกช้ำ แก้ฝี ใช้ต้นสด ๆ ตำผสมกับเหล้า แล้วนำมาพอกแก้ฟกช้ำ ปวดบวมได้


ข้อควรระวัง ในการใช้ ลูกใต้ใบ

         แม้ลูกใต้ใบจะมีสรรพคุณมากมาย และเพียงแค่นำมาต้มดื่มก็สามารถช่วยรักษาอาการต่าง ๆ ได้ แต่หนึ่งข้อที่ควรระวังก็คือ
ห้ามใช้ลูกใต้ใบกับหญิงมีครรภ์ เพราะลูกใต้ใบมีสรรพคุณในการขับประจำเดือน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายกับหญิงมีครรภ์ได้

        
นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับตับควรศึกษาให้ละเอียด และปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน หรือยาสมุนไพร เพราะอาจเกิดผลไม่ดีต่อสุขภาพได้

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แกงส้มปลา


ส่วนผสม1.เครื่องแกงส้ม(ตัมด้วยตนเอง) น้ำส้มตาลโตนด ก็ได้
เครื่องแกงส้มสำเร็จรูป(มีขายในท้องตลาด)พริกขี้หนูแห้ง 10 เม็ด
หัวหอม 5 หัว
กระชาย 5 ราก
กะปิ 1 ช้อนตะ
   มะขามเปียก 1 ขีด หรือ

2.นำเครื่องแกงมาละลายน้ำ
3.ใช้ผักปุ้งหรือดอกแคก็ได้
4.ใส่ปลาช่อน,ปลาทูน่า,ปลาดุก เป็นต้น
แค่นี้ก้ปรุงรสชาติตามใจชอบได้แล้วครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สูตรอาหารไทย : ต้มยำกุ้ง

                                                           
                                          ต้มยำกุ้ง
[ SPICY SOUP WITH PRAWN AND LEMON GRASS ]
* กุ้งขนาดกลาง 12 ตัว (ปอกเปลือก, ทำความสะอาด)
* เห็ดฟาง 10 อัน
* ตะไคร้ 1 กำ
   (ทุบให้แหลกและหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2")
* ใบมะกรูด 3 ใบ
* เกลือ 1 ช้อนชา
* น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
* พริกขี้หนู 6 เม็ด (ทุบพอให้แหลก)
* น้ำสะอาด 4 ถ้วยตวง
* ผักชี 1/2 ถ้วยตวง (หั่นหยาบ)
วิธีทำทีละขั้นตอน
1. ปอกเปลือกกุ้งออก เหลือหางไว้ (เพื่อความสวยงามเมื่อปรุงเสร็จ) จากนั้นหั่นด้านหลังกุ้งเพื่อเอาเส้นเลือดสีดำออก เสร็จแล้วนำเห็ดฟางไปล้างให้สะอาด หั่นเป็น 4 ส่วนและนำไปผึ่งให้แห้ง
2. นำน้ำเปล่าไปต้มในหม้อ จากนั้นใส่ตะไคร้, ใบมะกรูด และกุ้ง เมื่อสีกุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพู (เริ่มสุก) ใส่เห็ดที่หั่นไว้แล้วและเกลือ
3. หลังจากน้ำเดือดแล้วปิดไฟ และ้นำหม้อออกมาจากเตา ปรุงรสด้วยน้ำปลา, น้ำมะนาว และพริกขี้หนู เมื่อปรุงรสเสร็จตักเสิรฟในถ้วย ตกแต่งด้วยผักชีและเสิรฟทันที พร้อมด้วยข้าวสวยร้อนๆ

ส้มตำไทย


                                                       ส้มตำไทย

ส่วนผสมส้มตำไทยมะละกอดิบ 1 ลูก
กระเทียม 5-6 กลีบ
พริกขี้หนู 5-6 เม็ด
มะเขือเทศผ่าครึ่ง 2 ลูก
ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วฝักยาวหั่น 1 ฝัก
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว หรือ
น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย
น้ำตาลปีป 1 ช้อนโต๊ะ


 




วิธีทำอาหาร ส้มตำไทย1.ปลอกมะละกอ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด แล้วทำการเฉาะและสับ แล้วใช้มีด ฝานให้เป็นเส้นๆ หรืออาจใช้ที่ไสมะละกอก็ได้
2.ใส่กระเทียมและพริกขี้หนู ลงในครก แล้วตำให้พอแตก
3.ใส่มะเขื่อเทศ, ถั่วลิสง, ถั่วฝักยาว, กุ้งแห้ง แล้วตำให้เข้ากัน
4.ใส่มะละกอ และ เครื่องปรุงที่เหลือ แล้วตำเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ.

ส่วนผสมส้มตำไทยมะละกอดิบ 1 ลูก
กระเทียม 5-6 กลีบ
พริกขี้หนู 5-6 เม็ด
มะเขือเทศผ่าครึ่ง 2 ลูก
ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วฝักยาวหั่น 1 ฝัก
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว หรือ
น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย
น้ำตาลปีป 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำอาหาร ส้มตำไทย1.ปลอกมะละกอ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด แล้วทำการเฉาะและสับ แล้วใช้มีด ฝานให้เป็นเส้นๆ หรืออาจใช้ที่ไสมะละกอก็ได้
2.ใส่กระเทียมและพริกขี้หนู ลงในครก แล้วตำให้พอแตก
3.ใส่มะเขื่อเทศ, ถั่วลิสง, ถั่วฝักยาว, กุ้งแห้ง แล้วตำให้เข้ากัน
4.ใส่มะละกอ และ เครื่องปรุงที่เหลือ แล้วตำเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ.

ไข่ตุ๋นนมสด

                                                   ไข่ตุ๋นนมสด
เครื่องปรุง
1.     ไข่ไก่ 3 ฟอง
2.     ต้นหอมซอย
3.     ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
4.     น้ำปลา
5.     พริกไทยป่นเล็กน้อย
6.     หอมแดงซอย 1 - 2 หัว
7.     น้ำสะอาด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
8.    นมสด 3 - 4 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1.     นำไข่มาตอกใส่ภาชนะทนความร้อน และตีไข่ให้ฟู จึงใส่ซีอิ๊วขาว น้ำปลา พริกไทยป่น หอมแดงซอย น้ำสะอาด และนมสด จากนั้นตีให้เข้ากัน
2.     โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย แล้วจึงนำใส่ลังถึง ใส่น้ำลงในลังถึงไปพอประมาณ เมื่อน้ำเดือด จึงนำถ้วยไข่ตุ๋นที่เตรียมไว้วางลงแล้วปิดฝาให้สนิท นึ่งต่อประมาณ 10 - 15 นาที
3.     ใช้ช้อนส้อมจิ้มดู ถ้าไข่ไม่ติดช้อนแสดงว่าสุกดีแล้ว

ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง

                                      ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง
เครื่องปรุง

วิธีทำ
1. นำน้ำมันใส่กระทะ ผัดกระเทียม รากผักชีให้หอม ใส่เต้าหู้, หมูสับ, กุ้งสับ, เห็ดหอม, ตังฉ่ายผัดให้เข้ากัน
2. ปรุงรสด้วยซีอิ๋วขาว ซอสหอยนางรม น้ำตาลทรายผัดให้เข้ากันจนสุกและแห้งตักขึ้น พักไว้
3. นำแผ่นก๋วยเตี๋ยวนึ่งในลังถึงจนร้อนแล้วจึงปิดไฟ ปล่อยให้คายร้อน พอจับได้จึงนำมาทีละแผ่นมาวางบนจาน แล้วตักเครื่องที่ผัดไว้มาใส่ตรงกลาง แล้วเกลี่ยให้ทั่วเรียงถั่วงอกแล้วม้วนเป็นวงกลม ทำแบบนี้จนหมดแผ่นก๋วยเตี๋ยว
4. นำแผ่นก๋วยเตี๋ยวที่ม้วนแล้วพร้อมเบคอนจัดแต่งใส่จานแล้วเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มพริกดองน้ำส้ม
ส่วนผสมน้ำจิ้มพริกดองน้ำส้ม
น้ำส้มสายชูกลั่น 5%    5 ช้อนโต๊ะ
พริกเหลืองหรือพริกชี้ฟ้า  5 เม็ด
น้ำตาลทราย               1 ช้อนชา
เกลือป่น                  1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
1. นำน้ำส้มสายชูกลั่น น้ำตาลทรายและเกลือผสมกันในหม้อสเตนเลส คนจนเข้ากันดี
2. นำพริกเหลืองโขลกให้ละเอียดแล้วมาใส่น้ำส้มคนให้เข้ากันอีกครั้ง ก็จะได้น้ำส้มพริกดองที่กลมกล่อม

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ขนมครกโบราณ



ที่มาของอาหาร
 สูตรขนมครกสูตรนี้ เป็นของอาจารย์ทองเยาว์ โทณานนท์ จากวิทยาลัยในวังคะ อาจารย์ทองเยาว์แนะนำว่า ข้าวสารที่จะใช้สำหรับทำขนมครกนั้น ควรใช้ข้าวสารเก่า เพราะถ้าใช้ข้าวใหม่ จะเหนียวติดฟัน และเวลาแคะออกจากเตาก็ไม่ค่อยจะล่อนด้วย ส่วนเรื่องที่เช็ดหลุมขนมครกคุณถามมา เขาจะใช้เศษผ้าฝ้ายหรือผ้าขาวบางมาห่อรวมกันหลาย ๆชั้น ทำเหมือนเวลาเราทำลูกประคบนั่นแหละคะ แล้วเอาไปแช่น้ำมันเอาไว้ พอให้น้ำมันซึมทั่วเนื้อผ้า ก็เป็นอันใช้ได้ หรืออาจจะใช้ผ้านำห่อกากมะพร้าวแล้วนำไปชุบน้ำมันนิดหน่อยก็ได้คะ

สมัยก่อนโน้นเขาจะใช้เตาขนมครกที่ทำจากดินเผา แต่ถ้าซื้อปุ๊บนำมาใช้ปั๊บ ขนมจะติดเตา ไม่ล่อน วิธีแก้ไขของคนโบราณ คือ ก่อนที่จะนำกระทะนี้มาใช้ เขาจะเอากากมะพร้าวสุมให้เต็มหลุมแล้วนำไปตั้งไฟให้น้ำมันจากกากมะพร้าวเคลือบทั่วกระทะขนมครก (ทิ้งไว้ให้กากมะพร้าวไหม้คาหลุมเลย) วิธีนี้จะทำให้ขนมไม่ติดเตาคะ
เครื่องปรุง

ส่วนผสมตัวแป้ง
ข้าวสารเก่า 1 ลิตร ( = 4 ถ้วย 4 ช้อนโต๊ะ กับอีก 1 ช้อนชา)
ข้าวสุก 1 + 1/ 2 ถ้วย
มะพร้าวขูดขาว 500 กรัม
เกลือป่น 1 ช้อนชา

ส่วนผสมกะทิสำหรับหยอดหน้า
หัวกะทิ 4 + 1/ 2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 + 1/ 2 ถ้วย
เกลือป่น 1 - 2 ช้อนชา

 วิธีทำ

เริ่มจากทำตัวแป้งก่อน โดยเอาข้าวสารซาวให้สะอาด ผสมกับข้าวสุก มะพร้าว เกลือ ใส่ภาชนะปากกว้าง เช่น ชามอ่าง ใช้น้ำ 3 เท่า ต้มให้เดือด แล้วเอามาชงในชามอ่างที่ใส่ส่วนผสมไว้ ใช้ไม้พายหรือทัพพีคนให้ทั่ว ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วเอาไปโม่ (การเอาน้ำร้อนชงก่อน จะช่วยรักษาแป้งไว้ได้นาน คือ ทำเช้าไปจนถึงบ่ายแป้งก็ไม่เปรี้ยว ไม่อย่างนั้นจะบูด และถ้าเราใช้ภาชนะปากแคบทรงสูง ข้าวก็จะสุกมากเกินไป เพราะความร้อนจะกระจายได้น้อย)

หลังจากนั้นก็หันมาทำกะทิสำหรับหยอดหน้า โดยเอาหัวกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือ มาผสมเข้าด้วยกัน คนให้น้ำตาลและเกลือละลาย ยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือด จึงยกลง (อย่าเคี่ยว กะทิจะแตกมันมาก)


 เคล็ดลับความอร่อย...วิธีหยอด

ตั้งเตาเอาน้ำมันพืชเช็ดให้ทั่ว เริ่มหยอดหลุมกลางก่อนเพียงหลุมเดียว หยอดตัวแป้ง หยอดหน้ากะทิ ปิดฝา แล้วมาหยอดแถวที่ 2 ปิดฝา แล้วมาหยอดรอบนอก เสร็จแล้วปิดฝา เราก็เปิดหลุมแรก แล้วเปิดแถวที่ 2 แคะออก แล้วมาเปิดรอบนอก จะสุกพอดีกันเลย

เวลาหยอดเสร็จแล้ว ต้องปิดฝาทันที ไฟต้องแรง แต่ถ้าใช้เตาดิน ก็แรงมากไม่ได้ เดี๋ยวเตาจะแตก ถ้าใช้กระทะเหล็กก็จะสะดวก แต่หอมสู้กระทะดินไม่ได้ ก็ต้องใจเย็น เวลาหยอดหน้าก็ต้องระวัง ถ้าช้าไปก็จะไหม้ และกะทิจะแตกมัน

ขนมครกแบบโบราณ จะนิยมทานกับหน้าต่าง ๆ ที่นิยมทำคือ หน้าไข่เค็ม หน้าหัวผักกาดเค็ม และหน้ากุ้งคะ

วิธีทำหน้าไข่เค็ม เริ่มจาก นำไข่เค็มต้มสุกมาแกะเปลือกออก เวลาแกะเปลือกไข่เค็ม อย่ากะเทาะไข่ทั่วทั้งฟองเหมือนกับไข่ต้มธรรมดา ๆ นะคะ ต้องกะเทาะเพียงที่เดียว แล้วค่อย ๆ แกะไปเรื่อย ๆ จนทั่วทั้งฟอง อันนี้ต้องใจเย็นกันหน่อยคะ พอได้ไข่เค็มที่ปอกเปลือกเสร็จแล้ว ก็นำไปขูดให้เป็นเส้นฝอย ๆ ระวังอย่าให้ไข่ที่ขูดแล้วกองทับกันมากเกินไป มันจะติดเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไข่เค็มที่ขูดเสร็จนี้ไปโรยหน้าขนมครกเมื่อจะแคะขึ้น วางพริกชี้ฟ้าหั่นฝอย และ ผักชีเด็ดใบ

วิธีทำหน้าหัวผักกาดเค็ม ใช้หัวผักกาดเค็มนำมาสับให้ละเอียด ผสมรากผักชี กระเทียม พริกไทยป่น แล้วนำไปผัดกับน้ำมันนิดหน่อย

วิธีทำหน้ากุ้ง ใช้กุ้งสด มะพร้าวทึนทึกในปริมาณที่เท่ากัน สับให้ละเอียด แล้วรวนด้วยน้ำมัน โรยพริกไทย เกลือป่น ให้ออกรสเค็มนิด ๆ ใช้โรยหน้าขนมครก แต่งด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย พริกเหลืองซอย ใบผักชีเด็ดเป็นใบ ๆ

อาหารไทยสี่ภาค:อีสาน


 
                                          ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เป็นดินแดนที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ทำให้อาหารพื้นเมืองจึงเป็นอาหารพวกแมลงหลายชนิด ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชากรในภาคนี้
อาหารอีสานส่วนใหญ่จะมีข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ส่วนพืชผัก และเนื้อสัตว์ที่นำมาใช้ประกอบอาหารได้มาจากภายในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่
อาหารอีสานมักใช้ปลาร้าเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารเกือบทุกชนิด แต่ไม่นิยมใส่ในอาหารประเภทผัด และมักรับประทานคู่กับผักสด

* ที่มา : ผศ.ดร.อัญชนีย์ อุทัยพัฒนาชีพ

อาหารไทยสี่ภาค:เหนือ


    
                                                      ภาคเหนือ

เป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต มีขนบธรรมเนียม ประเพณีที่แตกต่างไปจากภาคอื่นๆ
การรับประทานอาหารของทางภาคเหนือจะใช้โก๊ะข้าว หรือที่เรียกว่า ขันโตก แทน โต๊ะอาหาร โดยจะนั่งล้อมวงเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน
คนภาคเหนือจะรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก โดยอาหารของทางภาคเหนือจะเป็นอาหารที่สุกมากๆ และเป็นอาหารประเภทที่ผัดกับน้ำมันเป็นส่วนใหญ่

* ที่มา : ผศ.ดร.อัญชนีย์ อุทัยพัฒนาชีพ

อาหารไทยสี่ภาค:ใต้



                                                      ภาคใต้

พื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ลักษณะภูมิประเทศเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล ประชากรส่วนใหญ่จึงนิยมทำประมง
ด้วยเหตุนี้อาหารหลักของภาคใต้จึงเป็นอาหารทะเลสด และนิยมใช้เครื่องเทศในการปรุงอาหาร รสชาติจะเผ็ดร้อน เค็มและเปรี้ยว เช่น แกงไตปลา แกงส้ม และแกงเหลือง เป็นต้น
อาหารภาคใต้นิยมทานควบคู่กับผักเพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนลง ซึ่งเรียกว่า ผักเหนาะ เช่น มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู สะตอเป็นต้น

* ที่มา : ผศ.ดร.อัญชนีย์ อุทัยพัฒนาชีพ

อาหารไทยสี่ภาค:กลาง


 
                                                      ภาคกลาง

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน ข้าวปลาอาหารจึงอุดมสมบูรณ์เกือบตลอดทั้งปี รวมทั้งมีพืชผัก ผลไม้นานาชนิด
ด้วยเหตุนี้อาหารภาคกลางจึงเป็นอาหารที่มีความหลากหลาย ทำให้รสชาติของอาหารภาคกลางไม่เน้นไปทางรสใดรสหนึ่งโดยเฉพาะ คือมีทั้งรสเค็ม เผ็ด เปรี้ยว และหวานคลุกเคล้าไปตามชนิดต่างๆของอาหาร นอกจากนี้มักมีการใช้เครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส เช่น เครื่องเทศ และมักใช้กะทิเป็นส่วนประกอบของอาหาร
อาหารภาคกลางเป็นอาหารที่มักจะมีเครื่องเคียงของแนมร่วมรับประทานด้วย เช่น น้ำพริกลงเรือ แนมด้วยหมูหวาน น้ำปลาหวานทานกับสะเดา เป็นต้น
จุดเด่นคือ อาหารภาคกลางมักจะมีการประดิษฐ์ สร้างสรรค์อย่างวิจิตรบรรจง ผัก และผลไม้มีการแกะสลักอย่างสวยงาม แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่มีศิลปะและวัฒนธรรมที่งดงาม

* ที่มา : ผศ.ดร.อัญชนีย์ อุทัยพัฒนาชีพ